โรคภูมิแพ้และมลภาวะ เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเมื่อสัมผัสหรือสูดดมสารก่อ ภูมิแพ้ โดยมีปัจจัยส่งเสริม คือ สภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะสภาวะมลพิษทางอากาศที่นับวันจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ จากสถิติพบว่าเด็กไทยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครมีอาการเจ็บป่วย และสุขภาพไม่ดี จากโรคภูมิแพ้เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี
โรคภูมิแพ้นอกจากจะทำให้เกิดอาการผิดปกติแล้วยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีก เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หอบหืด, หลอดลมอักเสบเรื้อรัง, ทอลซินอักเสบเรื้อรังหรือทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพการนอน หัวใจ และสมอง ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้มีอาการภูมิแพ้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนขึ้นมาอีกได้
การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดยังมุ่งเน้นไปที่การป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองหรือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และมลภาวะต่างๆ แต่หากยังคงมีอาการอยู่แพทย์จะพิจารณาใช้ยาแก้แพ้ สเตอรอยด์พ่นจมูกหรือฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวให้ดีขึ้น
โดย พญ. วิลาวัณย์ เวทไว
ศูนย์ภูมิแพ้และหืดหอบ
วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554
คำึคม
คําคมชีวิต โดนใจสุดๆ
"You see things and you say, 'Why?'!But I dream things that never were; and I say, 'Why not?"
- - George Bernard Shaw - -
คุณเห็นบางสิ่งบางอย่าง คุณจะพูดว่า"ทำไม" ในขณะที่ฉันได้เห็นความฝันของฉันซึ่งไม่เคยเป็นไปได้ ฉันพูดว่า "ทำไมถึงไม่มีสิ่งนั้นล่ะ"
"Do what you can, with what you have, where you are."
- - Theodore Roosevelt - -
ทำในสิ่งที่คุณสามารถจะทำได้ พร้อมกับสิ่งที่คุณมีและที่ที่คุณอยู่
"The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes."
- - Benjamin Disraeli - -
ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง
"You get the best out of others when you give the best of yourself."
- - Harvey Firestone - -
"คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป"
"If you always do what interests you, then at least one person is pleased."
- - Katherine Hepburn - -
ถ้าคุณลงมือทำในสิ่งที่คุณสนใจอยู่เสมอ อย่างน้อยจะมีคนคนหนึ่งที่พอใจ
"Even a Step back can be fatal."
- - W.Brudzinski - -
แม้แต่การก้าวถอยหลังก็อาจถึงแก่ชีวิตได้
"Imagination is more important than knowledge."
- - Albert Einstein - -
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ที่มี
"The reward of a good thing well done is to have it done."
- - Ralph Waldo Emerson - -
รางวัลของสิ่งที่เรียกว่ายอดเยี่ยมคือการได้สร้างมันขึ้นมา
"Only two things are infinite, the universe and human stupidity,
and I'm not sure about the former."
- - Albert Einstein - -
มี เพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สิ่งหนึ่งคือจักรวาล และอีกสิ่งคือความโง่เขลาของมนุษย์ ทว่าฉันไม่แน่ใจว่าจักรวาลจะเป็นเช่นนั้น
"Life remains the same until the pain of remaining the same
becomes greater than the pain of change."
- - Anonymous - -
ชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง
"He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all."
- - Anonymous - -
เขา..ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินไป
เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา..ผู้สูญสิ้นเพื่อนไป
เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา..ผู้สูญสิ้นความศรัทธา
เขา..ผู้นั้น.. สูญเสียยิ่งกว่าใครๆ
"The determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi."
- - Anonymous - -
ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว
"The only thing in life achieved without effort is failure."
- - Anonymous - -
มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว
"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
- - Anonymous - -
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
"No bird soars too high if he soars with his own wings."
- - William Blake - -
ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไปถ้ามันบินด้วยปีกของมันเอง
"Obstacles are those frightful things you see
when you take your eyes off your goals."
- - Anonymous - -
อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง
"Advice is like snow; The softer it falls the longer it dwells upon,
and the deeper it sinks into, the mind."
- - Samuel Taylor Coleridge - -
คำแนะนำเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมา ยิ่งบางเบาเพียงใดก็ยิ่งแตะเพียงเปลือกนอก และยิ่งหนักหนาเท่าใดก็ยิ่งลึกถึงความรู้สึกเท่านั้น
"There is nothing either good or bad but thinking makes it so."
- - W.Shakespeare - -
ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่ดีหรือเลว มีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว
"Great minds discuss ideas; Average minds discuss events;
Small minds discuss people."
- - Anonymous - -
จิตใจที่ยิ่งใหญ่วิพากย์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญวิพากวิจารณ์เหตุการณ์ แต่จิตใจที่ต่ำต้อยนั้นวิจารณ์เพียงผู้คน
"Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it."
- - D.Kaye - -
ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่และคุณควรจะใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา
"Forgive your enemies, but never forget their names."
- - J.F.Kennedy - -
จงยกโทษให้แก่ศัตรูของคุณ แต่อย่าลืมชื่อของพวกเขาเป็นอันขาด
"The only man who never makes mistakes is the man who never does anything."
- - T.Roosevelt - -
คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
"If you want to increase your success rate,double your failure Rate."
- - T.Watson Jr (Founder of IBM) - -
ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว
"You see things and you say, 'Why?'!But I dream things that never were; and I say, 'Why not?"
- - George Bernard Shaw - -
คุณเห็นบางสิ่งบางอย่าง คุณจะพูดว่า"ทำไม" ในขณะที่ฉันได้เห็นความฝันของฉันซึ่งไม่เคยเป็นไปได้ ฉันพูดว่า "ทำไมถึงไม่มีสิ่งนั้นล่ะ"
"Do what you can, with what you have, where you are."
- - Theodore Roosevelt - -
ทำในสิ่งที่คุณสามารถจะทำได้ พร้อมกับสิ่งที่คุณมีและที่ที่คุณอยู่
"The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes."
- - Benjamin Disraeli - -
ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง
"You get the best out of others when you give the best of yourself."
- - Harvey Firestone - -
"คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป"
"If you always do what interests you, then at least one person is pleased."
- - Katherine Hepburn - -
ถ้าคุณลงมือทำในสิ่งที่คุณสนใจอยู่เสมอ อย่างน้อยจะมีคนคนหนึ่งที่พอใจ
"Even a Step back can be fatal."
- - W.Brudzinski - -
แม้แต่การก้าวถอยหลังก็อาจถึงแก่ชีวิตได้
"Imagination is more important than knowledge."
- - Albert Einstein - -
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ที่มี
"The reward of a good thing well done is to have it done."
- - Ralph Waldo Emerson - -
รางวัลของสิ่งที่เรียกว่ายอดเยี่ยมคือการได้สร้างมันขึ้นมา
"Only two things are infinite, the universe and human stupidity,
and I'm not sure about the former."
- - Albert Einstein - -
มี เพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สิ่งหนึ่งคือจักรวาล และอีกสิ่งคือความโง่เขลาของมนุษย์ ทว่าฉันไม่แน่ใจว่าจักรวาลจะเป็นเช่นนั้น
"Life remains the same until the pain of remaining the same
becomes greater than the pain of change."
- - Anonymous - -
ชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง
"He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all."
- - Anonymous - -
เขา..ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินไป
เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา..ผู้สูญสิ้นเพื่อนไป
เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา..ผู้สูญสิ้นความศรัทธา
เขา..ผู้นั้น.. สูญเสียยิ่งกว่าใครๆ
"The determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi."
- - Anonymous - -
ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว
"The only thing in life achieved without effort is failure."
- - Anonymous - -
มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว
"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
- - Anonymous - -
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
"No bird soars too high if he soars with his own wings."
- - William Blake - -
ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไปถ้ามันบินด้วยปีกของมันเอง
"Obstacles are those frightful things you see
when you take your eyes off your goals."
- - Anonymous - -
อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง
"Advice is like snow; The softer it falls the longer it dwells upon,
and the deeper it sinks into, the mind."
- - Samuel Taylor Coleridge - -
คำแนะนำเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมา ยิ่งบางเบาเพียงใดก็ยิ่งแตะเพียงเปลือกนอก และยิ่งหนักหนาเท่าใดก็ยิ่งลึกถึงความรู้สึกเท่านั้น
"There is nothing either good or bad but thinking makes it so."
- - W.Shakespeare - -
ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่ดีหรือเลว มีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว
"Great minds discuss ideas; Average minds discuss events;
Small minds discuss people."
- - Anonymous - -
จิตใจที่ยิ่งใหญ่วิพากย์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญวิพากวิจารณ์เหตุการณ์ แต่จิตใจที่ต่ำต้อยนั้นวิจารณ์เพียงผู้คน
"Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it."
- - D.Kaye - -
ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่และคุณควรจะใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา
"Forgive your enemies, but never forget their names."
- - J.F.Kennedy - -
จงยกโทษให้แก่ศัตรูของคุณ แต่อย่าลืมชื่อของพวกเขาเป็นอันขาด
"The only man who never makes mistakes is the man who never does anything."
- - T.Roosevelt - -
คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
"If you want to increase your success rate,double your failure Rate."
- - T.Watson Jr (Founder of IBM) - -
ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว
สอนลูกอ่านหนังสืออย่างไรให้ฉลาด
จากการที่เราได้รับรู้เรื่องราวของการเลี้ยงลูกในแบบของญี่ปุ่นไปบ้างพอสมควร และในวันนี้เราจะมาทราบถึงเรื่องที่สำคัญของการพัฒนาทักษะให้แก่ลูกๆ ของคุณแม่กันค่ะ นั่นก็คือการอ่านของลูกๆว่าจะอ่านอย่างไรให้ลูกๆรักการอ่าน
สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วเชื่อมั้ยคะว่า การอ่าน "การ์ตูน" หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า มังงะ นั้นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนญี่ปุ่นได้มากเชียวล่ะค่ะ
และการ์ตูนญี่ปุ่นก็ยังทำให้เกิดจินตนาการ ทำให้คนญี่ปุ่นเกิดความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสิ่งใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นผู้นำในด้านต่างๆ นั่นเองค่ะ
หนังสือการ์ตูนนั้นคิดเป็นร้อยละ 40 ของตลาดสิ่งพิมพ์ทั้งหมดของญี่ปุ่นเชียวนะคะ โดยในประเทศญี่ปุ่นนั้นถ้าสังเกตดูเราจะพบคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือการ์ตูนได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถโดยสาร ร้านอาหาร ป้ายรถเมล์ ซึ่งหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นนั้นก็มีหลากหลายแนวค่ะ ก็เลยตอบสนองทุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างโดนใจ
และไม่ใช่แค่หนังสือการ์ตูนนะคะ คนญี่ปุ่นเขายังนิยมอ่านหนังสืออื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร หนังสือพิมพ์ พอคเก็ตบุ๊คส์ ซึ่งด้วยนิสัยรักการอ่านนี่ล่ะค่ะที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะการอ่านหนังสือนอกจากจะทำให้ให้มีความรู้ เปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างแล้ว ยังทำให้เกิดจินตนาการในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และสิ่งใหม่ๆ รวมถึงเป็นคนที่ทันสมัยทันโลกอยู่ตลอดเวลาด้วยค่ะ
การอ่านหนังสือเป็นประตูสู่การเรียนรู้ที่สำคัญค่ะ และจะทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มพูนความรู้ และนำไปสู่ความฉลาดในที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ล่ะค่ะ คือความฉลาดแบบคนญี่ปุ่น ที่คุณแม่คนไทยอย่างเราทำตามได้ไม่ยากเลยค่ะ เพื่อให้ลูกของเราเป็นเด็กที่ฉลาดและพัฒนาการดีทั้งกายและใจไม่แพ้ชาติไหนในโลก
โครงการ Book Start
ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีโครงการ Book Start โดยเป็นโครงการที่สนับสนุนการอ่านหนังสือให้กับเด็กๆเล็กฟัง โดยญี่ปุ่นประกาศให้ปี พ.ศ. 2543 เป็น " ปีแห่งการอ่านของเด็ก" ได้นำโครงการ Book Start จากอังกฤษมาเผยแพร่ โดยมี Bookstart Support Center เป็นเจ้าของโครงการ
ด้วยหลักการที่ว่า "ภาษาที่ว่ามีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงจิตใจเด็กเด็กเล็กต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นและเสียงพูดคุยอย่างอ่อนโยน" โดยการได้รับความร่วมมือจากศูนย์อนามัย ห้องสมุด และหน่วยงานสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งโครงการนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น
สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วเชื่อมั้ยคะว่า การอ่าน "การ์ตูน" หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า มังงะ นั้นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนญี่ปุ่นได้มากเชียวล่ะค่ะ
และการ์ตูนญี่ปุ่นก็ยังทำให้เกิดจินตนาการ ทำให้คนญี่ปุ่นเกิดความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสิ่งใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นผู้นำในด้านต่างๆ นั่นเองค่ะ
หนังสือการ์ตูนนั้นคิดเป็นร้อยละ 40 ของตลาดสิ่งพิมพ์ทั้งหมดของญี่ปุ่นเชียวนะคะ โดยในประเทศญี่ปุ่นนั้นถ้าสังเกตดูเราจะพบคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือการ์ตูนได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถโดยสาร ร้านอาหาร ป้ายรถเมล์ ซึ่งหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นนั้นก็มีหลากหลายแนวค่ะ ก็เลยตอบสนองทุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างโดนใจ
และไม่ใช่แค่หนังสือการ์ตูนนะคะ คนญี่ปุ่นเขายังนิยมอ่านหนังสืออื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร หนังสือพิมพ์ พอคเก็ตบุ๊คส์ ซึ่งด้วยนิสัยรักการอ่านนี่ล่ะค่ะที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะการอ่านหนังสือนอกจากจะทำให้ให้มีความรู้ เปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างแล้ว ยังทำให้เกิดจินตนาการในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และสิ่งใหม่ๆ รวมถึงเป็นคนที่ทันสมัยทันโลกอยู่ตลอดเวลาด้วยค่ะ
การอ่านหนังสือเป็นประตูสู่การเรียนรู้ที่สำคัญค่ะ และจะทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มพูนความรู้ และนำไปสู่ความฉลาดในที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ล่ะค่ะ คือความฉลาดแบบคนญี่ปุ่น ที่คุณแม่คนไทยอย่างเราทำตามได้ไม่ยากเลยค่ะ เพื่อให้ลูกของเราเป็นเด็กที่ฉลาดและพัฒนาการดีทั้งกายและใจไม่แพ้ชาติไหนในโลก
โครงการ Book Start
ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีโครงการ Book Start โดยเป็นโครงการที่สนับสนุนการอ่านหนังสือให้กับเด็กๆเล็กฟัง โดยญี่ปุ่นประกาศให้ปี พ.ศ. 2543 เป็น " ปีแห่งการอ่านของเด็ก" ได้นำโครงการ Book Start จากอังกฤษมาเผยแพร่ โดยมี Bookstart Support Center เป็นเจ้าของโครงการ
ด้วยหลักการที่ว่า "ภาษาที่ว่ามีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงจิตใจเด็กเด็กเล็กต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นและเสียงพูดคุยอย่างอ่อนโยน" โดยการได้รับความร่วมมือจากศูนย์อนามัย ห้องสมุด และหน่วยงานสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งโครงการนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น
วิธีสร้างบุคลิกภาพที่ดี
เริ่มจาก การมอง เพราะสายตาสามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความเคารพ หรือความเหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลน ดังนั้น เวลามองผู้อื่นควรใช้สายตาที่แสดงถึงความสุภาพเรียบร้อย การเดิน ต้องใส่ความมั่นใจและสง่างาม คือเดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ก้าวเท้ายาวพอประมาณและสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่
การแต่งกาย ที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ตัวเอง เพราะการแต่งกายจะทำให้ดูดีหรือดูแย่ได้ ดังนั้นควรเลือกเครื่องแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ สะอาดเรียบร้อย
การพูด การพูดต้องมีศิลปะ พูดเพื่อให้ชนะใจผู้ฟัง โดยคำพูดต้องสุภาพ มีเหตุผล น้ำเสียงไพเราะชวนฟัง และการใช้คำพูดควรเหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง
สุขภาพ คือ สุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ร่างกายแข็งแรง เพราะคนป่วยออด ๆ แอด ๆ จะดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว บางโรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยวหม่นหมอง จนขาดสง่าราศรี ฉะนั้นการดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญ
อย่าลืมทำตามคำแนะนำ ที่สะกิดเอามาฝากกันนะคะ ^-^
การแต่งกาย ที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ตัวเอง เพราะการแต่งกายจะทำให้ดูดีหรือดูแย่ได้ ดังนั้นควรเลือกเครื่องแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ สะอาดเรียบร้อย
การพูด การพูดต้องมีศิลปะ พูดเพื่อให้ชนะใจผู้ฟัง โดยคำพูดต้องสุภาพ มีเหตุผล น้ำเสียงไพเราะชวนฟัง และการใช้คำพูดควรเหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง
สุขภาพ คือ สุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ร่างกายแข็งแรง เพราะคนป่วยออด ๆ แอด ๆ จะดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว บางโรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยวหม่นหมอง จนขาดสง่าราศรี ฉะนั้นการดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญ
อย่าลืมทำตามคำแนะนำ ที่สะกิดเอามาฝากกันนะคะ ^-^
ผลไม้ฟอกฟันขาว
ผลไม้ฟอกฟันให้ขาว
แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แครอต และ ผักผลไม้สดอื่นๆ อีกหลายชนิด : ที่เราจะต้องเคี้ยวมากๆ เวลากิน สามารถทำหน้าที่ได้ดีราวกับผงซักฟอกทีเดียว ทั้งยังมีคุณสมบัติบางประการที่ช่วยให้ฟันดูขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีก ด้วย
ส่วน ผักโขม ผักกาดหอม และบร็อคโคลี่ : ก็ช่วยป้องกันคราบไม่ให้เกาะติดได้ง่าย โดยการสร้างเยื่อบางๆ เคลือบผิวฟัน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะชั้นนอกอีกทีนอกจากนี้ สตรอว์เบอร์รี่ ก็นำมาใช้สีทำความสะอาดฟันได้อย่างอ่อนโยนราวกับยาสีฟัน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟอกฟัน ทั้งยังขจัดคราบเหลืองของน้ำชากาแฟได้ด้วย โดยบิบผลสตรอว์เบอร์รี่สีแดงผลหอมหวานออก แล้วนำเนื้อผลไม้นุ่มๆ นั้นขัดถูลงบนผิวฟัน
อย่าลืม หาผักผลไม้ที่แนะนำ มารับประทานกันนะคะ ^-^
เคร็ดลับถนอมดวงตา
1.จอภาพ : ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และ ตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะห่างระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้
2.ปรับแสงหน้าจอคอมฯ : ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสงจ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย3.คลายความล้า : โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกล ๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
4.หลังทำงานเสร็จ หลับตา : แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
อย่าลืม เอาเคล็ดลับที่สะกิด เอามาฝากนี้ ไปปรับใช้กันนะคะ ^-^
แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แครอต และ ผักผลไม้สดอื่นๆ อีกหลายชนิด : ที่เราจะต้องเคี้ยวมากๆ เวลากิน สามารถทำหน้าที่ได้ดีราวกับผงซักฟอกทีเดียว ทั้งยังมีคุณสมบัติบางประการที่ช่วยให้ฟันดูขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีก ด้วย
ส่วน ผักโขม ผักกาดหอม และบร็อคโคลี่ : ก็ช่วยป้องกันคราบไม่ให้เกาะติดได้ง่าย โดยการสร้างเยื่อบางๆ เคลือบผิวฟัน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะชั้นนอกอีกทีนอกจากนี้ สตรอว์เบอร์รี่ ก็นำมาใช้สีทำความสะอาดฟันได้อย่างอ่อนโยนราวกับยาสีฟัน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยฟอกฟัน ทั้งยังขจัดคราบเหลืองของน้ำชากาแฟได้ด้วย โดยบิบผลสตรอว์เบอร์รี่สีแดงผลหอมหวานออก แล้วนำเนื้อผลไม้นุ่มๆ นั้นขัดถูลงบนผิวฟัน
อย่าลืม หาผักผลไม้ที่แนะนำ มารับประทานกันนะคะ ^-^
เคร็ดลับถนอมดวงตา
1.จอภาพ : ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และ ตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป หากระยะห่างระหว่างจอกับตาไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าและปวดตาได้
2.ปรับแสงหน้าจอคอมฯ : ให้รู้สึกสบายตา โดยดูจากสภาพแวดล้อมในห้องด้วยว่า เมื่อส่องมากระทบจะมีแสงจ้าเกินไปหรือไม่ เพราะแสงที่สว่างมากจะส่งผลเสียต่อตาได้ง่าย3.คลายความล้า : โดยหยุดพักทุก 30 นาที มองไปไกล ๆ หรือหลับตาประมาณ 5 นาที จากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถยืดเส้นยืดสาย เพื่อลดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
4.หลังทำงานเสร็จ หลับตา : แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตา หรือหาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ มาปะคบประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
อย่าลืม เอาเคล็ดลับที่สะกิด เอามาฝากนี้ ไปปรับใช้กันนะคะ ^-^
10 สัญญาณอันตรายของชีวิตแต่งงาน
1.การเงินเริ่มมีปัญหา อาจเกิดปัญหาเงินชักหน้าไม่ถึงหลังขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น หรือรายรับรายจ่ายหายไปอย่างผิดสังเกต สาเหตุของปัญหาทางการเงินอาจมาจาก การหลงผิดไปเสี่ยงโชค-ซื้อล็อตเตอรี่-เล่นการพนัน-ติดยาเสพติด-การมีบ้าน เล็กบ้านน้อย ซึ่งสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ล้วนอันตรายต่อชีวิตแต่งงานทั้งสิ้น
2.เริ่มรู้สึกว่าไม่เจอกันก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการแยกห้องนอน แยกกันทำกิจกรรม ต่างคนต่างไป ตัวใครตัวมัน ทานข้าวไม่รอ เข้านอนไม่เรียก ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างสามีภรรยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
3.ชีวิตคู่สงบขึ้นเมื่อคุณสองคน “หยุดพูดกัน” มนุษย์หากจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องมีจุดที่สามารถแบ่งปันเรื่องราว หรือทำความเข้าใจกันได้ หากคู่สามีภรรยาคู่ใดเริ่มต้นบทสนทนากันแล้วจบลงที่การเกิดสงครามกลางเมือง บ่อย ๆ มันก็ไม่แปลกที่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างเข็ดขยาดกับการบอกเล่าเรื่องราวให้คน ข้าง ๆ ฟังในครั้งต่อไป นั่นอาจทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเพียงการเดินอยู่ภายในบ้านเดียวกัน ดูทีวีในบ้านหลังเดียวกันก็เป็นได้
4.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบ้างานจนเกินพอดี การทำงานอย่างหนักเพื่อผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมองได้ว่า ผู้ที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการสร้างครอบครัวให้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง อย่างไรก็ดี ในกรณีของคนที่มีคู่ชีวิตบ้างาน จะมีสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกให้ทราบว่า เขาหรือเธอกำลังแสดงออกว่า “บ้านงาน” เพียงเพราะต้องการหลีกเลี่ยง ไม่อยากกลับบ้านมาเจอหน้าคุณหรือเปล่า เพราะคนเรา สถานที่ใดอยู่แล้วไม่สบายใจ คับอกคับใจ ก็มักจะอยู่ได้ยาก และใช้เวลากับสถานที่นั้น ๆ น้อยลงทุกที แล้วถ้าหากที่แห่งนั้นคือบ้านด้วยล่ะก็ ยิ่งเป็นสัญญาณไม่ดีเข้าไปใหญ่
5.วันเกิด-วันครบรอบไม่มีความสำคัญอีกต่อไป คนที่แต่งงานกัน การให้ความสำคัญกับวันเกิดหรือวันครบรอบต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันบ่งบอกว่า เรายังให้ความสำคัญกับคนข้างกายอยู่หรือไม่ การลืมวันสำคัญเหล่านี้ในบางปีอาจไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเลยตลอดชีวิตการแต่งงานก็เป็นสัญญาณว่า ชีวิตคู่ของคุณนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงอันตรายแล้ว
6.โกหกซ้ำซาก
7.เริ่มเห็นหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าหญ้าบ้านตัวเอง หรือก็คือเห็นคนอื่นดีกว่า น่าดึงดูดใจกว่าคนที่บ้าน นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณพร้อมจะเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับคนอื่นคนนั้นเสียแล้ว
8.ใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าสามีหรือภรรยา
9.การโต้เถียงเกิดขึ้นทุกวัน การทะเลาะกัน อีกนัยหนึ่งก็หมายถึงคุณกำลังส่งสัญญาณว่าคุณอยากเป็นฝ่ายชนะมากกว่าการจะหา ทางเดินไปด้วยกันสองคนเหมือนเช่นแต่ก่อน และยิ่งทะเลาะกันบ่อย ๆ ก็ยิ่งไม่ดีต่อความสัมพันธ์ เพราะวันหนึ่งหากอีกฝ่ายไม่ยอมคุณอีกต่อไป ชีวิตคู่ที่สร้างมาก็คงต้องจบลงที่การพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่าย
10.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหลุดคำว่า “หย่า” ออกมา เป็นคำที่ไม่ควรหลุดออกมา หากยังไม่มีการคิดอย่างถี่ถ้วน เพราะทันทีเอ่ยปากขอ “หย่า” หรือ “เลิก” ชีวิตแต่งงานหลังจากนี้ของคุณสองคนจะหาความสุขได้ยาก และอาจกลับมาดีดังเดิมไม่ได้
อย่าลืมรักกัน ให้เหมือนกับวันแรก ที่เราเจอกันนะคะ ^-^
2.เริ่มรู้สึกว่าไม่เจอกันก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการแยกห้องนอน แยกกันทำกิจกรรม ต่างคนต่างไป ตัวใครตัวมัน ทานข้าวไม่รอ เข้านอนไม่เรียก ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างสามีภรรยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
3.ชีวิตคู่สงบขึ้นเมื่อคุณสองคน “หยุดพูดกัน” มนุษย์หากจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องมีจุดที่สามารถแบ่งปันเรื่องราว หรือทำความเข้าใจกันได้ หากคู่สามีภรรยาคู่ใดเริ่มต้นบทสนทนากันแล้วจบลงที่การเกิดสงครามกลางเมือง บ่อย ๆ มันก็ไม่แปลกที่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างเข็ดขยาดกับการบอกเล่าเรื่องราวให้คน ข้าง ๆ ฟังในครั้งต่อไป นั่นอาจทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเพียงการเดินอยู่ภายในบ้านเดียวกัน ดูทีวีในบ้านหลังเดียวกันก็เป็นได้
4.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบ้างานจนเกินพอดี การทำงานอย่างหนักเพื่อผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมองได้ว่า ผู้ที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการสร้างครอบครัวให้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง อย่างไรก็ดี ในกรณีของคนที่มีคู่ชีวิตบ้างาน จะมีสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกให้ทราบว่า เขาหรือเธอกำลังแสดงออกว่า “บ้านงาน” เพียงเพราะต้องการหลีกเลี่ยง ไม่อยากกลับบ้านมาเจอหน้าคุณหรือเปล่า เพราะคนเรา สถานที่ใดอยู่แล้วไม่สบายใจ คับอกคับใจ ก็มักจะอยู่ได้ยาก และใช้เวลากับสถานที่นั้น ๆ น้อยลงทุกที แล้วถ้าหากที่แห่งนั้นคือบ้านด้วยล่ะก็ ยิ่งเป็นสัญญาณไม่ดีเข้าไปใหญ่
5.วันเกิด-วันครบรอบไม่มีความสำคัญอีกต่อไป คนที่แต่งงานกัน การให้ความสำคัญกับวันเกิดหรือวันครบรอบต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันบ่งบอกว่า เรายังให้ความสำคัญกับคนข้างกายอยู่หรือไม่ การลืมวันสำคัญเหล่านี้ในบางปีอาจไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเลยตลอดชีวิตการแต่งงานก็เป็นสัญญาณว่า ชีวิตคู่ของคุณนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงอันตรายแล้ว
6.โกหกซ้ำซาก
7.เริ่มเห็นหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าหญ้าบ้านตัวเอง หรือก็คือเห็นคนอื่นดีกว่า น่าดึงดูดใจกว่าคนที่บ้าน นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณพร้อมจะเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับคนอื่นคนนั้นเสียแล้ว
8.ใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าสามีหรือภรรยา
9.การโต้เถียงเกิดขึ้นทุกวัน การทะเลาะกัน อีกนัยหนึ่งก็หมายถึงคุณกำลังส่งสัญญาณว่าคุณอยากเป็นฝ่ายชนะมากกว่าการจะหา ทางเดินไปด้วยกันสองคนเหมือนเช่นแต่ก่อน และยิ่งทะเลาะกันบ่อย ๆ ก็ยิ่งไม่ดีต่อความสัมพันธ์ เพราะวันหนึ่งหากอีกฝ่ายไม่ยอมคุณอีกต่อไป ชีวิตคู่ที่สร้างมาก็คงต้องจบลงที่การพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่าย
10.ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหลุดคำว่า “หย่า” ออกมา เป็นคำที่ไม่ควรหลุดออกมา หากยังไม่มีการคิดอย่างถี่ถ้วน เพราะทันทีเอ่ยปากขอ “หย่า” หรือ “เลิก” ชีวิตแต่งงานหลังจากนี้ของคุณสองคนจะหาความสุขได้ยาก และอาจกลับมาดีดังเดิมไม่ได้
อย่าลืมรักกัน ให้เหมือนกับวันแรก ที่เราเจอกันนะคะ ^-^
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
สมาชิกชมรม K-ON (ชมรมดนตรีเบาๆ หรือ คือ ชมรมดนตรีป๊อบร็อคครับ)

ฮิราซาว่า ยุย
ฉายา 天然ギタリスト(เท็นเน็นกีตาริสท์) มือกีตาร์แบบไปเองตามธรรมชาติ...ประมาณว่า เก่งได้เอง
ตำแหน่งมือกีตาร์ : สมาชิกที่เข้าวงคนสุดท้าย พร้อมกับ Skill..เอ้อ ไม่มีSkill อะไรเลย เพราะเป็นสาวเป๋อแหวว ที่ผ่านมาในชีวิตปล่อยตัวตามสบาย วันๆ เอาแต่นั่งเบลอไปวันๆ ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย (ไม่เหมาะเป็นตัวเอกเลยซักนิด) แต่พอเข้ามัธยมปลาย ก็อยากทำอะไรบ้าง และเห็นว่า ชมรมเคย์อง เปิดรับสมาชิก จึงอยากลองเข้า เพราะเข้าใจผิดว่า "เป็นชมรมที่เล่นอะไรง่ายๆ" แถมยังเป็นแต่คาสตาเน็ต (ที่ตบให้จังหวะแบบหนึ่ง/ไม่เคยเห็นในบ้านเรา) และเมื่อเข้าชมรมก็โดนหลอกล่อให้เป็นสมาชิก เพราะอีก 3 คนที่เหลือ ไม่อยากให้ชมรมโดนยุบซะงั้น แล้วหนทางการเป็นมือกีตาร์จะไปรอดเร้อ หนูยุย

อากิยามะ มิโอะ
ฉายา 最萌ベーシスト(ไซโมเอะเบสสิส) หรือ มือเบสสุดโมเอะ
ตำแหน่งมือเบส : แกนนำของวง เอ้อ โดนบังคับให้ร่วม แต่ไปๆมาๆเป็นคนที่เอาจริงที่สุดไปแล้ว เป็นเพื่อนกับริทสึ มานานแล้ว นิสัยค่อนข้างขี้อาย-ขี้เขิน ไม่มั่นใจในตนเอง ขี้กลัว เป็นที่สุด แต่ในบางอารมณ์ก็จริงจังและโวยวายเพื่อนร่วมวงเวลาที่แต่ละคนหลุดโลก เป็นคนสวยที่สุดในวงแต่ที่ไม่ยอมเล่นกีตาร์ เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตาคน จึงเล่นเบสที่ไม่เด่นแทน (แต่เอาเข้าจริง เล่นอะไรก็เด่น เพราะคุณน้องน่ารักสุดในวง) มีหลายคนบอกว่า "นางเอก" ของเรื่องคือ มิโอะ ไม่ใช่ยุย จะจริงเหรอ?

ไทนากะ ริตสึ
ไม่มีใครตั้งฉายาให้...
ตำแหน่งมือกลอง : ผู้ก่อตั้งชมรมตัวจริง มีนิสัยประทับใจอะไรก็ทำตาม มีความฝันว่าอยากดันวงตัวเองไปเล่นที่ นิปปอน บูโดกังให้ได้ก่อนจบ ม.ปลาย (ที่นั่นเหมือนเป็นเส้นชัยของวงอินดี้ทั่วญี่ปุ่นครับ เพราะนิปปอน บูโดกัง เป็นฮอลจัดคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว---แต่ปัจจุบัน อาจมีที่อื่นก็ได้นะ) ถ้าเทียบกับมิโอะ ที่พอเอาจริงก็ทำจริง ริตสึจะค่อนข้างขี้เบื่อนิดๆ แถมชอบลืมเรื่องสำคัญอยู่เรื่อย กลัวหัวตัวเองเถิก แต่กลับชอบคาดผม (ไม่รู้หรือว่า ยิ่งคาด หัวยิ่งล้านน่ะ)

โคโตบูกิ สึมุกิ
ฉายา お嬢キーボード (โอโจ้คีย์บอร์ด) มือคีย์บอร์ดไฮโซ
ตำแหน่งคีย์บอร์ด : นักดนตรีมีฝีมือตัวจริงของวง จริงๆจะเข้าชมรมคอรัส แต่เห็นว่าชมรมเคย์องเป็นที่รวมคนที่ปกติเธอไม่เคยคบหา จึงอยากเข้าร่วมด้วย (อ้าว ที่เหลือมันสัตว์สงวนหรือไงหนู?) เรียนเปียโนมาตั้งแต่ 4 ขวบ สมัยก่อนก็ชนะการประกวดมามาก ซึ่งบ่งบอกว่าจริงๆ เธอเป็น คุณหนูแบบตัวจริงเสียงจริง ขนาดร้านฟาสท์ฟู้ดยังไม่เคยเข้าเลย ปัจจุบัน เครื่องเรือน และของว่าง/เครื่องดื่ม ทุกอย่างในห้องชมรมเป็นทุนส่วนตัวของสึมุกิครับ และก็เธออีกนั่นแหละที่ทำให้ยุยได้กีตาร์ในราคาแสนถูกได้ มีจุดเด่นที่คิ้วหนากับผมยาวสีอ่อน

นากาโนะ อาสึสะ
ฉายา あずにゃん (อาสึเมี้ยว)
ตำแหน่งกีตาร์ : นักดนตรีมีฝีมืออีกคนของวง เป็นน้องใหม่เพียงคนเดียวในวง จริงๆจะเข้าชมรมแจ๊ส แต่เกิดไปประทับใจพลังในการแสดงสดของ ยุยเข้า เลยมาสมัครเข้าชมรมเคย์อง อาสึสะถูกตั้งชื่อเล่นว่า "อาสึเมี้ยว" เพราะใส่หูแมวปลอมแล้วขึ้นแบบสุดๆ ฝีมือกีตาร์ของเธอมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักเพียงลำพัง และ มุ่งมั่นเอาจริงในอาชีพสายดนตรี แรกๆ จึงไม่ค่อยพอใจที่พวกรุ่นพี่วันๆเอาแต่ลอยไปลอยมา และยิ่งยุยที่ชื่นชมดันเป็นมือใหม่แบบไร้สติไร้มาด ยิ่งผิดหวังมากขึ้นไปอีก อีแบบนี้จะอยู่ได้ยืดเร้อ? (ต้องลองไปดูในอนิเมเอานะ)

อาจารย์ที่ปรึกษา(มาตอนที่5)
ยามานากะ ซาวาโกะ
อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมเครื่องเป่า---> โดนแบล็กเมล์ให้เป็น อาจารย์ทีปรึกษาของชมรมเีคย์องด้วย (ตอนที่ 5)
เป็นอาจารย์สาวสวยที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจากบรรดานักเรียน และ เหล่าอาจารย์ชาย แต่จริงๆ เก็บงำความลับอะไรบางอย่างอยู่ ...เพราะจริงๆ แล้วเธอคือ สมาชิกชมรมเคย์องรุ่นก่อนๆ ที่มีฝีมือทางด้านกีตาร์ที่โดดเด่นมาก แต่ออกจะไปในแนว Rock / Punk / Metal ในอดีตเคยมีเรื่องช้ำรักเพราะ "ไม่โลดโผน" จนกระัทั่ง... (เผยอดีตในตอนที่ 5)
นตอนที่ 5)
คนในครอบครัว
ฮิราซาว่า อุย
น้องสาวของยุย พึ่งพาได้มากกว่ายุยประมาณ 1 ล้านเท่า รับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด ปิ่นโตที่ทำให้ 4 สาวทานตอนไปทำงานพิเศษในตอนที่ 2 ก็ฝีมืออุอิ (อีพี่เลยทำไม่เป็นซ้ากอย่าง) ในตอนที่ 1 ยังเรียนอยู่ ม.3 อยู่ มีความเชื่อมั่นในตัวพีี่สาว และติดพี่มาก
ในตอนที่ 12 เปิดเผยว่า อุยมีฝีมือในการเล่นกีตาร์เหนือกว่ายุยด้วยซ้ำ แถมยังเล่นได้ไม่ผิดพลาดเลยอีกต่างหาก น่ากลัวยิ่งนัก

คนนอกชมรม
มานาเบะ โนโดกะ
เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาล เป็นคนที่ดูแลยุยเหมือนตัวเองเป็นคุณแม่ เป็นห่้วงเป็นใยราวกับไม่ใช่คนวัยเดียวกัน ในโรงเรียนซากุระโค เธอเป็นสมาชิกของสภานักเรียน มีส่วนช่วยให้ชมรมเคย์องสามารถขึ้นไปแสดงในงานโรงเรียนได้ (ตอนที่ 5)

ฮิราซาว่า ยุย
ฉายา 天然ギタリスト(เท็นเน็นกีตาริสท์) มือกีตาร์แบบไปเองตามธรรมชาติ...ประมาณว่า เก่งได้เอง
ตำแหน่งมือกีตาร์ : สมาชิกที่เข้าวงคนสุดท้าย พร้อมกับ Skill..เอ้อ ไม่มีSkill อะไรเลย เพราะเป็นสาวเป๋อแหวว ที่ผ่านมาในชีวิตปล่อยตัวตามสบาย วันๆ เอาแต่นั่งเบลอไปวันๆ ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย (ไม่เหมาะเป็นตัวเอกเลยซักนิด) แต่พอเข้ามัธยมปลาย ก็อยากทำอะไรบ้าง และเห็นว่า ชมรมเคย์อง เปิดรับสมาชิก จึงอยากลองเข้า เพราะเข้าใจผิดว่า "เป็นชมรมที่เล่นอะไรง่ายๆ" แถมยังเป็นแต่คาสตาเน็ต (ที่ตบให้จังหวะแบบหนึ่ง/ไม่เคยเห็นในบ้านเรา) และเมื่อเข้าชมรมก็โดนหลอกล่อให้เป็นสมาชิก เพราะอีก 3 คนที่เหลือ ไม่อยากให้ชมรมโดนยุบซะงั้น แล้วหนทางการเป็นมือกีตาร์จะไปรอดเร้อ หนูยุย

อากิยามะ มิโอะ
ฉายา 最萌ベーシスト(ไซโมเอะเบสสิส) หรือ มือเบสสุดโมเอะ
ตำแหน่งมือเบส : แกนนำของวง เอ้อ โดนบังคับให้ร่วม แต่ไปๆมาๆเป็นคนที่เอาจริงที่สุดไปแล้ว เป็นเพื่อนกับริทสึ มานานแล้ว นิสัยค่อนข้างขี้อาย-ขี้เขิน ไม่มั่นใจในตนเอง ขี้กลัว เป็นที่สุด แต่ในบางอารมณ์ก็จริงจังและโวยวายเพื่อนร่วมวงเวลาที่แต่ละคนหลุดโลก เป็นคนสวยที่สุดในวงแต่ที่ไม่ยอมเล่นกีตาร์ เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตาคน จึงเล่นเบสที่ไม่เด่นแทน (แต่เอาเข้าจริง เล่นอะไรก็เด่น เพราะคุณน้องน่ารักสุดในวง) มีหลายคนบอกว่า "นางเอก" ของเรื่องคือ มิโอะ ไม่ใช่ยุย จะจริงเหรอ?

ไทนากะ ริตสึ
ไม่มีใครตั้งฉายาให้...
ตำแหน่งมือกลอง : ผู้ก่อตั้งชมรมตัวจริง มีนิสัยประทับใจอะไรก็ทำตาม มีความฝันว่าอยากดันวงตัวเองไปเล่นที่ นิปปอน บูโดกังให้ได้ก่อนจบ ม.ปลาย (ที่นั่นเหมือนเป็นเส้นชัยของวงอินดี้ทั่วญี่ปุ่นครับ เพราะนิปปอน บูโดกัง เป็นฮอลจัดคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว---แต่ปัจจุบัน อาจมีที่อื่นก็ได้นะ) ถ้าเทียบกับมิโอะ ที่พอเอาจริงก็ทำจริง ริตสึจะค่อนข้างขี้เบื่อนิดๆ แถมชอบลืมเรื่องสำคัญอยู่เรื่อย กลัวหัวตัวเองเถิก แต่กลับชอบคาดผม (ไม่รู้หรือว่า ยิ่งคาด หัวยิ่งล้านน่ะ)

โคโตบูกิ สึมุกิ
ฉายา お嬢キーボード (โอโจ้คีย์บอร์ด) มือคีย์บอร์ดไฮโซ
ตำแหน่งคีย์บอร์ด : นักดนตรีมีฝีมือตัวจริงของวง จริงๆจะเข้าชมรมคอรัส แต่เห็นว่าชมรมเคย์องเป็นที่รวมคนที่ปกติเธอไม่เคยคบหา จึงอยากเข้าร่วมด้วย (อ้าว ที่เหลือมันสัตว์สงวนหรือไงหนู?) เรียนเปียโนมาตั้งแต่ 4 ขวบ สมัยก่อนก็ชนะการประกวดมามาก ซึ่งบ่งบอกว่าจริงๆ เธอเป็น คุณหนูแบบตัวจริงเสียงจริง ขนาดร้านฟาสท์ฟู้ดยังไม่เคยเข้าเลย ปัจจุบัน เครื่องเรือน และของว่าง/เครื่องดื่ม ทุกอย่างในห้องชมรมเป็นทุนส่วนตัวของสึมุกิครับ และก็เธออีกนั่นแหละที่ทำให้ยุยได้กีตาร์ในราคาแสนถูกได้ มีจุดเด่นที่คิ้วหนากับผมยาวสีอ่อน

นากาโนะ อาสึสะ
ฉายา あずにゃん (อาสึเมี้ยว)
ตำแหน่งกีตาร์ : นักดนตรีมีฝีมืออีกคนของวง เป็นน้องใหม่เพียงคนเดียวในวง จริงๆจะเข้าชมรมแจ๊ส แต่เกิดไปประทับใจพลังในการแสดงสดของ ยุยเข้า เลยมาสมัครเข้าชมรมเคย์อง อาสึสะถูกตั้งชื่อเล่นว่า "อาสึเมี้ยว" เพราะใส่หูแมวปลอมแล้วขึ้นแบบสุดๆ ฝีมือกีตาร์ของเธอมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักเพียงลำพัง และ มุ่งมั่นเอาจริงในอาชีพสายดนตรี แรกๆ จึงไม่ค่อยพอใจที่พวกรุ่นพี่วันๆเอาแต่ลอยไปลอยมา และยิ่งยุยที่ชื่นชมดันเป็นมือใหม่แบบไร้สติไร้มาด ยิ่งผิดหวังมากขึ้นไปอีก อีแบบนี้จะอยู่ได้ยืดเร้อ? (ต้องลองไปดูในอนิเมเอานะ)

อาจารย์ที่ปรึกษา(มาตอนที่5)
ยามานากะ ซาวาโกะ
อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมเครื่องเป่า---> โดนแบล็กเมล์ให้เป็น อาจารย์ทีปรึกษาของชมรมเีคย์องด้วย (ตอนที่ 5)
เป็นอาจารย์สาวสวยที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจากบรรดานักเรียน และ เหล่าอาจารย์ชาย แต่จริงๆ เก็บงำความลับอะไรบางอย่างอยู่ ...เพราะจริงๆ แล้วเธอคือ สมาชิกชมรมเคย์องรุ่นก่อนๆ ที่มีฝีมือทางด้านกีตาร์ที่โดดเด่นมาก แต่ออกจะไปในแนว Rock / Punk / Metal ในอดีตเคยมีเรื่องช้ำรักเพราะ "ไม่โลดโผน" จนกระัทั่ง... (เผยอดีตในตอนที่ 5)
นตอนที่ 5)คนในครอบครัว
ฮิราซาว่า อุย
น้องสาวของยุย พึ่งพาได้มากกว่ายุยประมาณ 1 ล้านเท่า รับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด ปิ่นโตที่ทำให้ 4 สาวทานตอนไปทำงานพิเศษในตอนที่ 2 ก็ฝีมืออุอิ (อีพี่เลยทำไม่เป็นซ้ากอย่าง) ในตอนที่ 1 ยังเรียนอยู่ ม.3 อยู่ มีความเชื่อมั่นในตัวพีี่สาว และติดพี่มาก
ในตอนที่ 12 เปิดเผยว่า อุยมีฝีมือในการเล่นกีตาร์เหนือกว่ายุยด้วยซ้ำ แถมยังเล่นได้ไม่ผิดพลาดเลยอีกต่างหาก น่ากลัวยิ่งนัก

คนนอกชมรม
มานาเบะ โนโดกะ
เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาล เป็นคนที่ดูแลยุยเหมือนตัวเองเป็นคุณแม่ เป็นห่้วงเป็นใยราวกับไม่ใช่คนวัยเดียวกัน ในโรงเรียนซากุระโค เธอเป็นสมาชิกของสภานักเรียน มีส่วนช่วยให้ชมรมเคย์องสามารถขึ้นไปแสดงในงานโรงเรียนได้ (ตอนที่ 5)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)